รอยรั่วบนม้าเหล็ก

posted on 10 May 2008 12:17 by chatupong

วันนี้ท้องฟ้าขมุกขมัว ฟ้าฝนเหมือนจะไม่เป็นใจให้ออกไปข้างนอก หากวันนี้เป็นวันทำงาน ผมคงไปทำงานสาย หรือไม่ก็คงเบี้ยวงานไปซะให้มันรู้แล้วรู้รอด ไม่เว้นแม้กระทั่งดวงอาทิตย์ที่ยังแอบเบี้ยวงาน ผมยังไม่เห็นดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นมาให้เห็นตั้งแต่รุ่งสาง .... และนี่ก็เป็นเวลาเที่ยงกว่าแล้ว 

การเขียนหนังสือ ก็คงคล้ายกับการวาดรูป ขณะนี้ผมเองยังไม่รู้เลยว่าจะเขียนเรื่องอะไร มันคงคล้ายๆ กับการเริ่มต้นลากเส้นด้วยดินสอลงบนกระดาษปอนด์ ค่อยๆ ลากเพิ่มขึ้นทีละเส้น จนกลายเป็นหลายเส้น ผสมผสานกันกลายเป็นรูปภาพ .... งานเขียนบทความ กับงานวาดภาพ ผมว่ามันคล้ายกันจริงๆ

คืนที่ผ่านมาผมอาศัยนอนบนรถไฟ สภาพของที่นอนที่มีลักษณะคล้ายกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดพอดีตัว คล้ายกับที่ใช้กันบ่อยตามงานศพ  เมื่อลืมตาก็จะเห็นหลังคาของรถไฟ ที่มีรอยแตกรั่ว และถูกอุดไว้ด้วยกาวซิลิโคน ด้วยความที่ไม่คุ้นเคยกับการถูกเขย่าตลอดเวลาของช่วงการนอน ทำให้ผมไม่สามารถข่มตาให้หลับได้

ยังไม่นับมลพิษทางเสียงอาทิ เสียงฝีเท้าของมิตรผู้ร่วมทาง  ที่เดินผ่านไป - ผ่านมา เกือบทุกนาที, เสียงคุยโทรศัพท์ และเสียงสนทนาของคนที่ไม่รู้จักในรถไฟตู้นอนบริเวณใกล้เคียง เวลาผ่านไปเกือบค่อนคืนเสียงรบกวนโสตประสาทค่อยๆ เบาบางและหายไปจนเหลือแต่เพียงเสียงฝีเท้าของม้าเหล็กที่ผมโดยสาร "เขา" มา

ผมคิดย้อนถึงอดีตที่เกิดขึ้นเมื่อ 5-6 ชั่วโมงที่แล้ว ผมได้รับฟังเรื่องราวทุกข์ใจของเพื่อน ที่โทรมาระบายความอัดอั้นตันใจที่เพื่อนเก็บมันเอาไว้ไม่อยู่  ไม่มีอะไรมาก... มันเป็นเรื่องของมิตรภาพระหว่าง "เพื่อน" กับ "เพื่อน" ที่เริ่มสะกดคำว่า "มิตรภาพ" ไม่ค่อยจะเป็นกันเสียแล้ว

ผมเป็นฝ่ายรับฟัง มากกว่าออกความเห็น เพราะตระหนักดีว่า การระบายความอัดอั้นตันใจของคนคนหนึ่ง มันก็คล้ายกับการ "เสพกาม" ที่ไม่อยากให้ใครมาขัดจังหวะ หากท่านผู้อ่านนึกไม่ออก ลองจินตนาการดูว่าขณะที่คุณปฏิบัติกามกิจ แล้วมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น หรือเสียงเคาะประตูห้องเพื่อเรียกเก็บเงินค่าหนังสือพิมพ์ คุณรู้สึกอย่างไร .... ก็นั่นแหละครับ คือเหตุผลของผมที่ยินดีจะรับฟัง มากกว่ายินดีที่จะให้ความเห็น

หากความจำเป็นที่เราจะต้องยอมถูกเอาเปรียบจากเพื่อน เพื่อคงไว้ซึ่งมิตรภาพ จนทำให้ตัวเองต้องสูญเสียความเป็นเอกภาพและตัวตนไปนั้น เป็นเรื่องที่ "ถูกต้อง" ผมคงไม่ต้องมานั่งฟังจนแบตเตอรี่โทรศัพท์ผมเตือนว่า "เหลือน้อย" และทุกอย่างกลายเป็น "เหลือน้อย" ในทันที ที่ผมเหลือบไปเห็นหน้าจอโทรศัพท์แสดงรูปก้อนถ่านสีแดง ...   มิตรภาพเริ่ม "เหลือน้อย"  ความอดทนเริ่ม "เหลือน้อย"  ความเป็นตัวตน "แทบไม่เหลือเลย"

ผมเริ่มกลับมามองที่ตัวเองเมื่อครั้งยังเป็นนักเรียน บางครั้งความสนุกสนานที่เกิดจากการ "แกล้งเพื่อน" มันเป็นความสุข และเป็นความสะใจของตัวเราเอง ส่วนเพื่อนคนที่โดนแกล้ง กลับต้องนั่งคุดคู้หลบอยู่ในมุมมืด ร้องไห้อยู่คนเดียว ไม่มีแม้แต่คนปลอบใจ  - นี่หรือ คือการยอมทนทุกข์ เพื่อรักษาคำว่า "มิตรภาพ"

"มิตรภาพ" หากมีตัวตน มิใช่เป็นเพียง "แค่" นามธรรม "มิตรภาพ" คงถูกจับเป็นตัวประกันโดยผู้ที่เรียกตัวเองว่า "เพื่อน"  สมัยผมเป็นนักเรียน ก็เรียกว่าเกเรมิใช่น้อย เข้าข่าย "หัวโจก" ของโรงเรียน ในแต่ละวัน มีคนมาขอเป็นเพื่อน เพียงเพื่อต้องการให้ ผมเป็นผู้คุ้มครอง จะเรียกว่า "มิตรภาพที่หวังผล" เห็นทีจะเป็นความหมายที่ใกล้เคียงที่สุด

และมีไม่น้อยที่ผมต้องเจ็บตัวเพราะบุคคลที่ผมคิดว่าเป็น "เพื่อน" เนื่องจากคำว่า "มิตรภาพ" นั่นเอง  เจ็บตัวและโดนลงโทษบ่อย ผมชักรู้สึกว่า "ไม่เท่" เสียแล้ว  เพราะเหตุการณ์จากการขึ้นเวทีมวยในห้องเรียนวันนั้น ทำเอาผมฟันหน้าหัก ปากแตก และ "พ่อแม่" ต้องเสียเงินค่ารักษาตัวผมไปหลายพันบาท และที่สุดกว่านั้นคือ "เสียใจ"

ผมต้องใส่เฝือกฟันอยู่ 3 เดือนเต็ม แปรงฟันไม่ได้ ดีที่สุดได้แค่ใช้น้ำยาบ้วนปาก ต้องกินอาหารอ่อนๆ  และผมต้องเป็นปฏิปักษ์กับลูกชิ้นไปหลายเดือน เนื่องเพราะเมื่อใดที่อยากลิ้มรสมัน ผมต้องคายออกจากปากทุกที ลูกชิ้นมันแข็งเกินไปที่ผมจะบดมันด้วยฟัน

ผมขึ้นเวทีแทนใครไม่ได้อีกแล้ว เพราะผมบอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจ มันไม่ใช่เป็นเรื่องที่ชอบธรรมนัก ที่คนหาเรื่องไม่ใช่คนเจ็บตัว และคนเจ็บตัวคือคนไม่ได้หาเรื่อง เพราะ "มิตรภาพ" อีกแล้วใช่ไหม ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่เป็นธรรม ระหว่างผมกับเพื่อน  หลังจากวันนั้นผมเริ่มรู้สึกถึง "ความสันโดษ" เพราะคนที่เคย "ซูฮก" กลับกลายเป็นคนไม่รู้จัก ผมเจ็บตัวแทน "มัน" มากี่ไฟท์ แม้แต่คำทักทายผมยังไม่เคยได้ยินจากมัน

มิตรภาพเราอาจเทิดทูนไว้สูง แต่บางคนกลับเหยียบคำว่ามิตรภาพด้วย "ตีน"  บางคนให้ความสำคัญของคำว่า "มิตรภาพ" แค่ทางผ่าน .. ทางผ่านเพื่อให้ตัวเองมีชื่อเสียงโด่งดัง - เสือ กับ หมา ต่างกันอย่างไร เสือเป็นผู้ล่าสัตว์เช่น วัว, กระทิง, หมี, กวาง, เก้ง ฯลฯ มาเป็นอาหาร, ส่วนหมา รื้อคุ้ยขยะ หรือนอนรอเศษอาหารจากมนุษย์

ในสังคมปัจจุบัน การแก่งแย่งช่วงชิงอำนาจ ความมีชื่อเสียง และอื่นๆ อีกมากมาย  ทำให้หมาคิดว่าตัวเองเป็นเสือ หรือแม้แต่เสือยังทำตัวเฉกเช่นหมา  หากเพราะภาระความจำเป็น ที่ทำให้เสือต้องทำตัวเป็นหมา เหยียบย่ำข้ามบ่า ข้ามหัว "เพื่อน" และเอาตีนบดขยี้คำว่า "มิตรภาพ" เพื่อให้ตัวเองมีกินมีใช้ มีชื่อเสียงโด่งดัง  แบบนี้หมาขี้เรือนที่นอนรออาหารจากมนุษย์ หรือคุ้ยขยะกินไปวันๆ ยังจะน่าชื่นชมเสียกว่า อย่างน้อยมันก็ไม่เบียดเบียนใคร

ที่ผมเขียนมาตั้งแต่ต้น ไม่ได้หมายถึงว่าการมีเพื่อนและการมอบมิตรภาพให้ใครจะเป็นเรื่องที่น่าเกลียดน่ากลัว เพียงแต่เราต้องทำใจรับกับสิ่งที่จะได้กลับมา ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใด เพราะเราไม่อาจทราบได้ว่าใครคือคนดี และใครคือคนไม่ดี  คนดีของคุณ เค้าอาจจะเป็นคนเลวกับใครคนอื่นอีกก็ได้  อย่างเช่นผม ผมอาจเป็นลูกน้องห่วยๆ ของเจ้านาย แต่ผมก็เป็นเพื่อนที่ไม่ห่วยของมิตรสหายของผมหลายคน, ผมอาจเป็นคนเลวกับญาติผู้ใหญ่บางคน แต่ผมก็เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่

หากมิตรภาพทำให้ตัวตนเปลี่ยน คุณควรมองหาตัวตนมากกว่ามิตรภาพ หรือมองหามิตรภาพ มากกว่าตัวตน หรือจะค้นหา 2 สิ่งนี้ไปพร้อมๆ กัน  ส่วนผมตอนนี้คงต้องทำหน้าที่เป็นกาวซิลิโคน อุดรอยรั่วของมิตรภาพระหว่างเพื่อน เหมือนรอยรั่วบนหลังคาของม้าเหล็กที่ผมโดยสารมา และผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า รอยรั่วของมิตรภาพนี้ผมจะอุดมันเอาไว้ได้หรือไม่

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry