อยู่คนเดียว (2)
posted on 07 May 2008 12:31 by chatupong
ในวัยเด็ก ผมกลัวการอยู่คนเดียวมาก มากขนาดที่ว่าวันไหนเพื่อนไม่มาโรงเรียน ผมก็จะไม่ไปกินข้าวเพราะอายที่ต้องเดินไปกินข้าวคนเดียวโดยลำพัง แม้จะมีเพื่อนร่วมห้องอีกมากมาย แต่ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าเราเหงา
ว่ากันว่ายิ่งอยู่บนโลกนี้นานเท่าไหร่ อวัยวะบางส่วนของเราจะ "ด้าน" ขึ้น ตอนเราเป็นเด็ก เรากินผักไม่ได้เพราะมันขม หรือกินพริกไม่ได้เพราะมันเผ็ด เวลาเราปวดท้องอึ เราไม่กล้าแสดงออกหรือบอกใครว่าเราปวดอึ เพราะมันน่าอาย ยุงกัด หรืออากาศร้อน ผิวหนังเราก็เป็นตุ่ม หรือขึ้นเป็นเม็ดผดผื่น
เมื่อเป็นผู้ใหญ่ ..........
เราเลือกกินผักมากกว่ากินเนื้อสัตว์ เลือกใส่พริกเยอะกว่าใส่น้ำตาล เชื่อกันว่าลิ้นมันด้านขึ้น ปวดท้องอึ ก็บอกกับคนข้างๆ พร้อมกับเอ่ยปากขอทิชชู่ และคิดว่าอายทำไมเรื่องธรรมชาติ เชื่อกันว่าหน้ามันด้านขึ้น ยุงกัด ดูดเลือดจนยุงท้องโย้ เราเพิ่งจะรู้สึกว่าถูกยุงกัด เชื่อกันว่าผิวหนังเรามันด้านขึ้น
มุมหนึ่งของร้านกาแฟช่วงเทศกาลสงกรานต์ ผมนั่งอ่านหนังสือและฟังเพลงอยู่คนเดียวเงียบๆ รู้สึกโดดเดี่ยว แต่ไม่เดียวดาย เพราะมีเพื่อนร่วมร้านที่ไม่รู้จักกัน นั่งอยู่ 3-4 โต๊ะ ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นคนเล่นน้ำสงกรานต์กันอย่างสนุกสนาน ผมพับหนังสือและถอดหูฟังออก พร้อมกับตะโกนในใจว่า "เฮ้ย กูบ้าหรือเปล่า ที่มานั่งอยู่คนเดียวแบบนี้" ความคิดแว่บแรกที่ออกมาหลังสิ้นเสียงตะโกนในใจ "กูไปเล่นสงกรานต์ดีกว่าว่ะ"
ผมกดโทรศัพท์หาเพื่อนทันที ......
"เฮ้ย มึงอยู่ไหน จะไปเล่นสงกรานต์ที่ไหนวะ"
"ที่ราด-รี เว้ย มึงจะมาเล่นด้วยหรือเปล่า ถ้าไปมึงเตรียมเสื้อผ้ามาค้างคืนด้วย เดี๋ยวกูไปรับ"
หลังจากสนทนาภาษาพ่อขุนเรียบร้อย ผมบึ่งรถกลับบ้านทันที หลังจากเก็บเสื้อผ้ายัดใส่เป้แล้ว ผมไม่ลืมที่จะบอกกับที่บ้านว่าจะไปค้างคืนที่ราชบุรีสัก 2 คืน เดี๋ยวเพื่อนจะมารับ
เพื่อนผมขับรถมารับตรงเวลา มาพร้อมแฟนสาววัยกระเตาะ หน้าตาจิ้มลิ้ม น่ารักน่าเอ็นดู รถเก๋งคันโตของเพื่อนผมขับมุ่งหน้าไปยังราชบุรี บ้านของเพื่อนอีกคนนึงซึ่งมันรออยู่ที่บ้านตั้งแต่ปีมะโว้ ระหว่างทางเพื่อนผมกับแฟนเด็ก มีการงอนตุ๊บป่องกันพอหอมปากหอมคอ ไอ้ผมเองรู้สึกอึดอัด เพราะเหมือนเรามานั่งดูเค้างอนง้อกัน ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็ถึงแล้ว ผมคิดในใจ...
พอถึงราชบุรี ไอ้เพื่อนที่เป็นเจ้าของบ้าน มันตั้งด่านสาดน้ำอยู่ปากซอยบ้านพอดี "เฮ้ย ไอ้สัตว์ มึงเอารถไปจอดแล้ว มาเล่นสงกรานต์เลย มือถือกระเป๋าตังค์เอาทิ้งไว้ในรถก่อน เดี๋ยวจะหาว่าไม่บอก"
ผมฝากโทรศัพท์มือถือและกระเป๋าสตางค์ไว้ในรถเพื่อน แบกแต่เป้ลงมาวางกองไว้หน้าบ้าน น้องสาวเพื่อนเดินมาลากผมไปเล่นสาดน้ำสงกรานต์ "ไปเร็วๆ พี่ ไปเล่นสงกรานต์กัน" ผมเดินตามออกไปด้วยอาการงงๆ เพราะเพิ่งมาถึง ยังทำอะไรไม่ถูก พอตั้งสติ ตั้งตัวได้ ก็...........ลุย!!
........ ซ่า.... โครม!
น้ำแรกที่สาดผมเปียกไปทั้งตัว ซึ่งน้ำมาพร้อมกับขัน ที่เพื่อนมันลืมถือขันทักทายผมแทนคำว่าสวัสดี จากนั้นก็เล่นสาดน้ำกันไปจนถึงบ่าย 4 โมง ชักจะเหนื่อย แต่ก็สนุกดีเหมือนกัน ผมขอตัวเข้าบ้านเพื่อไปอาบน้ำ ล้างตัว พอเดินเข้าบ้านกลับไม่เห็นรถเพื่อนที่ผมติดสอยห้อยตามมา
"ไอ้เหี้ยป้ำ มันกลับไปแล้ว แฟนแม่งงอน" เพื่อนผมพูดพร้อมกับล้างหน้าล้างตัวอยู่ที่ก๊อกหน้าบ้าน
"ไอ้ห่าเอ้ย โทรศัพท์กับกระเป๋าตังค์กูอยู่ในคอนโซลรถมันด้วย" ผมสบถ ออกมาด้วยความหงุดหงิด
หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อย พ่อกับแม่ของเพื่อนเตรียมอาหารไว้อย่างมากมาย ราวกับว่ามีคนมาที่บ้าน 100 กว่าคน "เพื่อนๆ ของลูกแม่ นานทีปีหนจะได้เจอกัน ก็ต้องเต็มที่หน่อยสิ" แม่เพื่อนผมพูดด้วยน้ำเสียงไพเราะ แสดงออกถึงความเป็นคนใจดี ผมไม่ลืมที่จะยืมโทรศัพท์ของเพื่อนโทรกลับบ้าน บอกพ่อและแม่ว่าถ้าจะติดต่อผมให้ติดต่อที่เบอร์นี้ พร้อมกับให้เบอร์ที่บ้านเพื่อนไว้ด้วย
โทรศัพท์มือถือในปัจจุบันฉลาดขึ้นมาก สามารถเก็บเบอร์โทรศัพท์ได้หลายพันเบอร์ ในขณะที่ผู้ใช้อย่างผมกลับโง่ลงเพราะจำเบอร์ใครไม่ได้เลย แต่ยังดีที่จำเบอร์โทรศัพท์ที่บ้านได้อย่างน้อย 2 เบอร์ ส่วนเบอร์มือถือของตัวเองยังคลับคล้ายคลับคลา ว่าใช่เบอร์นี้หรือเปล่า..
ผมอยู่ราชบุรีโดยที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือ คิดว่าก็ดีเหมือนกันที่ไม่ต้องมาคอยรับสาย หรือโทรหาใครต่อใคร แต่พอเวลาจะโทรหาใครขึ้นมาแล้วจำเบอร์ใครไม่ได้เลย มันก็ทำให้เรารู้สึกงุ่นง่านเอาเรื่อง เหมือนจะเขียนจดหมายหาใคร แต่ไม่มีที่อยู่ในการจัดส่ง
ผมค้างที่ราชบุรี 2 คืน และเดินทางกลับโดยขอติดรถเพื่อนอีกคนนึงกลับด้วย แต่ผมก็ดันแบกเอาความรู้สึกเบื่อยัดใส่เป้กลับมากรุงเทพ ที่ว่าเบื่อเพราะที่ราชบุรีกลุ่มผมมันเล่นแต่สงกรานต์กันอย่างเดียว เล่นแบบเอาจริงเอาจังมากเลย ถ้ารู้ว่าเป็นแบบนี้ผมอยู่จะนั่งอยู่ที่ร้านกาแฟร้านนั้นต่อ และจะนั่งอ่านหนังสือฟังเพลงคนเดียวไปจนหมดวัน ..............