อยู่คนเดียว (1)

posted on 07 May 2008 12:28 by chatupong

โปรแกรมการท่องเที่ยวจังหวัดอุบลของผมต้องมีอันมอดม้วยมรณา หลังจากที่ได้รับโทรศัพท์จากพรรคพวกว่า หาตั๋วกลับให้ผมไม่ได้ทั้งรถไฟและเครื่องบิน  ผมรื้อของออกจากเป้ รวมถึงรื้อความรู้สึกออกจากหัวใจ พร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ หรือสงกรานต์ปีนี้ ต้องอยู่เฝ้ากรุงเทพเหมือนเช่นเคย ผมได้แต่คิดปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไร

สื่อสารมวลชนทุกแขนง ประโคมข่าวเทศกาลสงกรานต์ พร้อมกับรณรงค์เมาไม่ขับจะโทษสื่อมวลชนว่าขยัน ประโคมข่าว หรือเราหัวอ่อน เคลิบเคลิ้มไปตามข่าวสารบ้านเมืองคงอย่างนี้กระมัง ที่ทำให้ผู้ผลิตสินค้าให้ความสำคัญกับการโฆษณาตามสื่อชนิดต่างๆซึ่งปัจจุบันถนนหนทางก็เต็มไปด้วยการโฆษณาที่หลากหลายและแปลกตามากขึ้น แม้แต่ในห้องส้วม ที่ที่ปลดปล่อยความทุกข์ ยังมีป้ายโฆษณา!!

หัวค่ำของวันศุกร์ก่อนหยุดยาว 5 วันของเทศกาลสงกรานต์ ผมรู้สึกงุ่นง่านกระสับกระส่าย กดโทรศัพท์หาเพื่อนฝูงที่เคยเที่ยวด้วยกัน พร้อมกับสอบถามว่าสงกรานต์ไปเที่ยวที่ไหน คำถามเหล่านี้ ผมเบื่อที่จะถาม และก็เบื่อที่จะตอบ ไม่ว่าเทศกาลไหน ก็ต้องถามกันให้น่าเบื่อ

ปีใหม่ไปเที่ยวไหน
ตรุษจีนไปเที่ยวไหน
สงกรานต์ไปเที่ยวไหน

............. มันน่าเบื่อพอๆ กับคำถามที่ว่า

อ้วนขึ้นหรือเปล่า ไปทำอะไรมา
ผอมลงหรือเปล่า ไปทำอะไรมา

บางครั้งและหลายครั้งผมก็เบื่อที่ถูกถามด้วยคำถามประเภทนี้ และบางครั้งผมเองก็เป็นฝ่ายถามคำถามน่าเบื่อเหล่านี้กับคนรู้จักและคนเคยรู้จัก จะหาว่าผมเรื่องมากก็ต้องยอมรับแต่โดยดี เพราะบางวันผมถูกถามคำถามเดียวกันเกือบ 10 ครั้ง

เพื่อนหลายคนที่ผมโทรหา บ้างก็ไปต่างจังหวัด, ต่างประเทศ และบ้างก็อยู่ในกรุงเทพ ผมขอเป็นฝ่ายเลือก แทนที่จะเป็นฝ่ายถูกเลือก ผมสอบถามโปรแกรมการท่องเที่ยวของเพื่อนที่อยู่เฝ้ากรุง ยังไม่มีโปรแกรมไหนน่าสนใจ คืนนั้นผมกลับบ้านด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยวหาที่ไป ที่เที่ยวไม่ได้

ปล่อยให้มันเป็นไปตามกฏของธรรมชาติ ผมคิดอย่างนั้น ...................................

เช้าตรู่วันเสาร์ ครอบครัวผมไปทำบุญให้ปู่ย่าพร้อมสรงน้ำพระ ซึ่งครอบครัวผมทำเป็นประจำทุกๆ ปี 365 วัน ครอบครัวของผมจะอยู่กันพร้อมหน้าอย่างนี้ไม่ถึง 10 ครั้ง ทั้งๆ ที่อยู่บ้านเดียวกันแท้ๆ จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตามที่ไม่ค่อยมีโอกาสอยู่พร้อมหน้า แต่ก็ต้องขอบคุณรัฐบาล ที่ให้วันหยุดยาวกับประชาชน และสร้างวันครอบครัวขึ้นมา ให้ประชาชนได้เห็นถึงคุณค่าของการอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา

อากาศที่ร้อนจัดในช่วงเดือนเมษา ทำให้ผมไม่อยากอยู่ในที่ที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ นั่งเฉยๆ ไม่ต้องขยับตัว เหงื่อก็ไหลออกมาเป็นทาง จะว่าค่าไฟขึ้น เพราะแอร์ทำงานหนักก็คงไม่ผิด แต่สำหรับผม ผมว่าเราเปิดแอร์ เปิดพัดลม บ่อยและนานขึ้นต่างหาก

ผมหาเรื่องออกจากบ้านในวันถัดมา เพราะนอนตากแอร์มาก ชักมึนหัว อีกทั้งลดภาระในการจ่ายค่าไฟของที่บ้านโดยการไปเดินตากแอร์ตามห้างสรรพสินค้า ตั้งแต่ผมเดินทางออกจากบ้าน สองข้างทางเต็มไปด้วยกลุ่มคน กลุ่มคน กลุ่มใหญ่ที่ตั้งด่านสาดน้ำกันอย่างเอาจริงเอาจัง จะว่าไปก็คล้ายกับการตั้งด่านตรวจของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง เพียงแต่ด่านที่ว่า ไม่มีการแจกใบสั่ง หรืองุบงิบเสียสะตุ้งสะตัง แต่อย่างใด

เทศกาลสงกรานต์ของบ้านเรานี่ดี เพราะเปียกกันถ้วนทั่ว แม้กระทั่งขับรถผ่านก็ยังโดนสาดน้ำให้รถเปียก หมาแมวจรจัดแถวบ้านผม เปียกกันทุกตัว ผมนึกขำอยู่ในใจ หมาแมว มันคงไม่เข้าใจว่าสงกรานต์คืออะไร หมาบางตัว นอนอยู่ดีๆ คนก็เอาน้ำไปสาด หมามันตกใจกระโดดขึ้นวิ่งหางจุกตูด ถ้าหมามันพูดได้ มันคงด่าว่า "ไอ้ชาติคน" เป็นการเอาคืนที่มนุษย์ เอาหมาไปเปรียบและใช้เป็นคำด่ามาตั้งแต่ไก่เกิดก่อนไข่

ถ้าคำว่าสุนัข แปลว่า หมา
และคำว่าหมา แปลว่า สุนัข

และคำว่ามนุษย์ แปลว่า คน
คำว่าคน ก็ต้องแปลว่า มนุษย์

ถูกต้องไหมครับ.........................

บรรยากาศของห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง เต็มไปด้วยผู้คนโดยเฉพาะวัยรุ่นวัยเรียน เนื้อตัวเปียกปอน หน้าตาถูกเติมแต่งด้วยแป้งดินสอพอง โดยช่างแต่งหน้าที่ไม่รู้จักกัน มีปืนฉีดน้ำหลากสี หลายขนาดเป็นอาวุธประจำตัว

ก็เป็นบรรยากาศที่แปลกดี สำหรับห้างหรูใจกลางเมือง ที่ปกติมีแต่ผู้คนแต่งตัวดี ใช้สินค้าแบรนด์เนม แต่ในวันนั้น เสื้อยืด รองเท้าแตะ กางเกงขาสั้น กางเกงขาสั้นที่ทำผมเอาผมขาสั่น เพราะสาวที่นุ่งสั้นบางคนก็สั้นมากจริงๆ

ผมเดินเตร็ดเตร่ไปเรื่อย เสี้ยวนึงของความรู้สึกก็เบื่อที่เวลามันเหลือเยอะมาก ทำอะไรที่รู้สึกว่านานแล้ว พอเหลือบดูเวลา..... อะไรกันผ่านไปแค่ 15 นาทีเอง ทั้งๆ ที่ปกติแล้วทำงานวันวันนึงเวลาไม่ค่อยจะพอ ทำงานไปยังไม่ทันเสร็จ ก็ถึงเวลาต้องส่งงานแล้ว

ในช่วงที่ผมไม่ค่อยจะมีเวลาว่าง เพราะต้องทำงานประจำ หลายสิ่งหลายอย่างคั่งค้างหาเวลาทำไม่ได้สักทีหนังสือหลายเล่มที่ซื้อมา ยังไม่มีเวลาแม้แต่จะพลิกดู การ์ตูนบางเล่มยังไม่ได้แกะออกจากห่อพลาสติก ห้องนอน ห้องน้ำ ยังไม่ได้ทำความสะอาด พอนึกได้ว่าต้องทำ ผมมักจะบอกกับตัวเองว่า "ถ้าว่างแล้วจะทำให้ได้"

คนเรานี่ก็แปลก หรือผมแปลกอยู่คนเดียว สิ่งที่บอกว่าจะทำให้ได้ถ้ามีเวลา แต่พอมีเวลาแล้วสิ่งที่คิดจะทำเป็นอันดับแรก กลับถูกผลักออกไปอยู่อันดับท้ายๆ แล้วหากิจกรรมใหม่ทำ หรือชีวิตเราต้องมีอะไรคั่งค้างไว้บ้างอย่างงั้นหรือเปล่า...

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry