เหตุเกิดเพราะบทเพลง
posted on 20 Jun 2008 23:59 by chatupongค่ำคืนวันฟ้าใส พระจันทร์สาดส่องสีเหลืองนวล เมฆลอยเอื่อยอยู่คู่เคียงกับพระจันทร์ ผมนั่งเหม่อมองท้องฟ้า และปล่อยให้สายลมยามดึกโลมเลียใบหน้าของผมอย่างแผ่วเบา เสียงกระซิบจากความทรงจำทำเอาผมล่องลอยไปกับจินตนาการ...
นาฬิกาบนข้อมือบอกเวลา 4 ทุ่มยี่สิบนาที ผมจึงเดินไปที่รถเพื่อขับรถกลับบ้าน ระหว่างทางที่อยู่บนรถ ผมมองออกไปนอกกระจก พบเห็นผู้คนในยามนี้แต่งตัวโก้หรูกว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมเดาว่าเขาเหล่านั้นล้วนแต่จะมาเปลื้องปล่อยความเครียดจากหน้าที่การงาน ฝากทิ้งไปกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเสียงเพลงที่เปิดกันอย่างอึกทึก
คืนนี้ผมขับรถออกนอกเส้นทาง คิดแต่เพียงว่าอยากขับรถไปเรื่อยๆ ยังไม่อยากกลับบ้าน ขณะที่ผมเปิดวิทยุอยู่นั้น เพลงเพลงหนึ่งถูกเปิดขึ้น เพียงแค่ได้ยินท่วงทำนองก็ทำเอาความรู้สึกของผมสะท้านวาบไหวไปถึงเส้นผมบนศรีษะ น้ำในตาเอ่อล้นออกมาอย่างไม่มีเหตุผล
แม้ว่าในวันนี้เราทั้งสองต่างมีเส้นทางเดินเป็นของตัวเอง แต่ในช่วงชีวิตหนึ่งเราก็เคยใช้ชีวิตร่วมกันในรั้วมหาวิทยาลัย ในความรู้สึกผม เธอเป็นผู้หญิงหน้าตาดี โครงหน้ารูปไข่ ดวงตากลมโต ผมยาวสลวย ผิวสีน้ำผึ้ง เมื่อแรกเห็นผมรู้สึกถูกชะตากับเธอเสียเหลือเกิน
ตลอดระยะเวลา 4 ปี ที่ผมใช้ชีวิตร่วมกับเธอ และผ่านพบเรื่องราวมากมาย ดีบ้างแย่บ้างปะปนกันไป หลายครั้งที่เธอเสียใจ บ่อยครั้งที่ผมก็เสียใจ และบางครั้งผมและเธอก็หัวเราะไปพร้อมๆ กัน เมื่อถึงห้วงเวลาสุดท้าย เราทั้งสองไม่มีเหลือแม้กระทั่งความเป็นเพื่อน... ผมไม่ได้เกลียดเธอ และหวังว่าเธอก็คงจะไม่เกลียดผมเช่นกัน
คืนนั้นผมขับรถไปเรื่อยๆ และขับย้อนไปยังเส้นทางสายเก่า เส้นทางที่เคยใช้รับ-ส่ง "ผู้หญิงในอดีตของผม" ถนนหนทางที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลาแต่ก็ยังมีร่องรอยของอดีตอยู่ทุกมุมที่ผมหันไปมอง ร้านอาหารที่เคยฝากท้องไว้ก่อนกลับบ้าน ปัจจุบันเปลี่ยนไปเป็นห้างสรรพสินค้าใหญ่โต ตรอก ซอยที่เคยเปลี่ยวเหงา กลับกลายเป็นซอยที่สว่างไสว ประดับประดาไปด้วยเสาไฟถนน ฯลฯ
ผมขับมาจอดรถที่จุดเดิม จุดที่ในอดีตผมเคยมารอเธอทุกวัน ผมดับเครื่องยนต์และลงจากรถพร้อมกับมองไปรอบๆ สังเกตุสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป ในยามนี้ผู้คนคงนอนหลับพักผ่อนกันหมดแล้ว แต่ผมยังยืนเหม่อลอย และปล่อยให้ห้วงอดีตเข้ามาควบคุมสภาวะจิตใจ
บางครั้งผมก็แอบถามตัวเองว่า เรากำลังมึนเมาอยู่กับอดีต หรือเรากำลังฉุดกระชากลากความอ่อนแอของตัวเองให้ออกมากองอยู่เบื้องหน้าแล้วจ้องมองดูมันอย่างสมเพชเวทนา ... ไม่ว่าผมจะถามตัวเองอย่างไร มันก็เป็นเพียงแค่คำถามที่แสร้งถามตัวเอง และรู้ทั้งรู้ดีว่า อย่างไรแล้วผมก็คงไม่มีคำตอบที่ชัดเจนให้กับตัวเอง
แม้ว่าการสื่อสารในปัจจุบันจะก้าวหน้าไปสักเพียงไร ผมกลับเลือกที่จะไม่ติดต่อเธอในทุกๆ หนทาง แต่ผมปล่อยให้บทเพลงนำพาตัวเองไปพบกับเธอในห้วงจินตนาการ ที่ผ่านมาผมเคยปฏิเสธตัวเองว่า ผมไม่คิดถึงเธอ แต่สำหรับค่ำคืนนี้ผมคงต้องถกเถียงเรื่องนี้กับตัวเองอีกสักครั้ง
บทเพลงคงมีคนให้คำนิยามต่างๆ ไว้อย่างมากมาย สำหรับผมแล้ว บางครั้งบทเพลงก็เป็นสิ่งกระตุ้นเตือนความทรงจำที่ดี เพราะแม้ว่าเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานเพียงไร ทุกครั้งที่แว่วเสียงเพลงนั้น มันก็มิวายที่จะทำให้เราต้องพร่างพรูเรื่องราวต่างๆ ออกมาให้ได้ทบทวน
ในบางช่วงเวลาผมละเลยบทเพลงดีๆ ไป และเมื่อเวลาผ่านพ้น เหตุการณ์ต่างๆ อาจสายเกินไปแล้ว แต่มันก็คงไม่ช้าเกินที่ผมจะบรรจงหยิบเพลงนั้นๆ ขึ้นมาฟังอีก แล้วบอกกับตัวเองว่า เพลงเหล่านี้มีคุณค่ากับช่วงชีวิตหนึ่งของผมมากแค่ไหน ...
Nothing can stop this love we're making
Nothing can stand in our way
Nothing can block this road we've taken
Nothing can stop us now
-- Rick Price --